ฤดูหนาวกับความว่างเปล่าของอารมณ์

 

ฤดูหนาวปีนี้อาจมีอะไรหลายอย่างทำให้ผมเกิดอาการวาบหวิวในความรู้สึกมากกว่าปกติ อากาศเย็นเล็กน้อยช่วงสามวันที่ผ่านมาส่งสัญญาณเตือนว่าเหตุการณ์จะเป็นเช่นนั้น ขณะที่หลายคนกำลังวางแผนท่องเที่ยวช่วงใกล้ปีใหม่ ผมกลับได้รับข่าวไม่ค่อยดีเกี่ยวกับการจากไปของอาจารย์พละสมัยมัธยมด้วยอุบัติเหตุบนท้องถนน

ข่าวเศร้าชิ้นดังกล่าวส่งมาในรูปแบบของจดหมายอิเล็กทรอนิคส์ เมื่อตื่นนอนแล้วตรวจดูความเป็นไปของกล่องจดหมายขาเข้าตามกิจวัตร พลันเหลือบเห็นหัวข้อซึ่งเชื้อเชิญให้เปิดอ่านอย่างเร็วรี่ เพียงไม่กี่วินาทีหลังกดปุ่มซ้ายของเมาส์ด้วยนิ้วมือขวา เข็มนาฬิกาบอกหน่วยนาทียังไม่ทันขยับเคลื่อน เรื่องราวทั้งหมดพลันปรากฏแก่สายตาผ่านหน้าจอสี่เหลี่ยมแบน

อดีตนำมาซึ่งปัจจุบันและเชื่อมโยงสู่อนาคต ขณะเดียวกันบางข่าวคราวในปัจจุบันก็พาเราย้อนกลับไปหาอดีต ผมอ่านจดหมายแจ้งข่าวการตายของอาจารย์ซึ่งมาจากเพื่อนสาวไม่ค่อยสนิทคนหนึ่ง สมัยเรียนเราไม่ค่อยได้พูดคุยกันมากนัก หลังเรียนจบระยะห่างระหว่างเรายิ่งเพิ่มขึ้นตามประสาคนไม่เจอหน้า ทว่าเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันกับคนที่เราเคารพ สายสัมพันธ์เส้นบางๆ ยังสามารถเกิดขึ้นท่ามกลางโครงข่ายที่เชื่อมโยงทุกคนเข้าไว้ด้วยกันในโลกไอที

หลังทราบข่าวคราวชัดแจ้ง ผมติดต่อกับเพื่อนจำนวนหนึ่งและนัดหมายกันไว้ว่าคงไปร่วมงานตอนคืนวันศุกร์ พอตกเย็น ผมขี่จักรยานยนตร์คันสีเขียววนรอบเมืองพลางคิดในใจว่าขณะที่รถกระบะเกี่ยวกระชากรถของอาจารย์ตอนตีหนึ่งคืนนั้น ภาพในหัวอาจารย์จะเป็นแบบไหน แม้จะเคยประสบเหตุรถชนมาแล้วครั้งหนึ่งในชีวิต แต่ความคิดบ้าๆ ของผมไม่มีคำตอบ ตรงกันข้าม มันกลับนำไปสู่เรื่องราวอื่นๆ สมัยมัธยมโดยไม่ทราบสาเหตุ บางเหตุการณ์ทำให้ผมแอบยิ้ม ขณะที่บางเหตุการณ์ทำให้รู้สึกว่างเปล่ากับลมหนาวซึ่งพัดผ่านเข้ามาในบางจังหวะของอารมณ์

มีคนเคยกล่าวเอาไว้ค่อนข้างน่าฟังว่าอาการว่างเปล่าในฤดูหนาวเกิดจากความรัก เพราะความรักส่วนมากมีเรื่องราวบางอย่างเกี่ยวข้องกับฤดูหนาว บางคราวเป็นจุดเริ่มต้น บางคราวเป็นจุดจบ ความหนาวทำให้หนุ่มสาวอยากอยู่ใกล้ๆ กัน ทว่าการอยากอยู่ใกล้ๆ กัน บางครั้งก็ไม่ใช่กับคนที่เป็นคู่ของตัวเอง

ผมไม่ค่อยมีความทรงจำเกี่ยวกับความรักในฤดูหนาว ความรักของผมมักเริ่มต้นตอนฤดูฝนและจบลงตอนฤดูร้อน ส่วนครั้งปัจจุบันเริ่มต้นตอนฤดูร้อนและยังไม่รู้ว่าจะจบลงตอนไหน ในฤดูหนาวความรักของผมหลับใหลคล้ายกบจำศีล ทุกอย่างเงียบเหงาจนบางคราวอาจเรียกว่าน่าเบื่อ ไม่เพียงเรื่องความรัก ความทรงจำของผมกับฤดูหนาวมีน้อยมาก นอกจากการฉลองกับหญิงสาวคนหนึ่งในคืนคริสต์มาส การเล่นฟุตบอลกับเพื่อนทั้งที่สวมเสื้อแขนยาวตัวหนา และการไปนอนเหน็บหน้า 7-Eleven ระหว่างเตรียมงานกีฬานอกสถานที่แล้วกลับเข้าหอไม่ทัน การจากไปของอาจารย์ครั้งนี้น่าจะเป็นความทรงจำสำหรับฤดูหนาวที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต

ก่อนเข้าช่วงฤดูหนาว เพื่อนสนิทคนหนึ่งเพิ่งทำความรักหล่นหายระหว่างทางไปฟลอริด้า ส่วนอีกคนเกือบตกอยู่ในชะตากรรมไม่แตกต่าง ยังโชคดีว่าขณะที่คนแรกมีกำแพงระยะทางเป็นตัวกั้น คนหลังกลับสามารถใช้ชีวิตวนเวียนไม่ค่อยห่าง  นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าระยะทางเป็นตัวแปรสำคัญที่จะกำหนดให้ความสัมพันธ์ดำเนินไปในทิศทางใด

เป็นโชคร้ายของเพื่อนคนแรกที่เหตุการณ์ประเภทนี้มักเกิดขึ้นตอนใกล้ฤดูหนาว มันเลยบอกว่าเกลียดฤดูหนาวเพราะเป็นช่วงเวลาที่ทำให้มันผิดหวัง ส่วนเพื่อนคนหลังยังไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนั้น มันคบกับผู้หญิงคนปัจจุบันมาตั้งแต่มัธยมปลายจนเพื่อนหลายคนลุ้นให้ลงเอยกันเสียที แต่คู่นี้กลับมีเรื่องกระทบกระทั่งบ่อยครั้งจนน่าประหลาดใจว่าทำไมยังประคองชีวิตอยู่ด้วยกันมาได้

ไม่รู้ว่าระหว่างความรักที่เคยมีสุขแล้วจู่ๆ มาจากไป กับความรักที่ไม่ค่อยสุขเท่าไหร่แต่ยังทนๆ กันอยู่ แบบไหนแย่กว่ากัน

น่าสนใจตรงที่ว่าขณะที่ความรักของเพื่อนคนแรกนิยมจบลงในฤดูหนาว ความรักครั้งใหม่ของมันก็เลือกจะเริ่มต้นในฤดูนี้ ฤดูหนาวสำหรับนายคนแรกจึงเหมือนส่วนผสมระหว่างความเศร้าและความสุข แต่คงเป็นลักษณะของมนุษย์แทบทุกคนในโลก เราต่างเสพติดความโศกเศร้าและเลือกจำเฉพาะเรื่องราวชวนหดหู่ใจ ซ้ำร้ายยังแสร้งยิ้มหลอกคนอื่นหน้าชื่นตาบานว่าตัวเองสบายดี

                งานศพในคืนวันศุกร์คนเยอะกว่าที่คาด ถ้าตัดเรื่องความตาย ชุดขาว-ดำ และเสียงพระสวดชวนสลดออกไป งานนี้เหมือนงานรวมรุ่นโรงเรียนขนาดย่อม เจอหน้าเพื่อนเก่าซึ่งเงียบหายไปนาน อาจารย์หลายท่าน รุ่นน้อง-รุ่นพี่บางคน ไปจนถึงบุคคลอีกจำนวนหนึ่งซึ่งสาบสูญจากความทรงจำ

                ในโลกแห่งทุนที่มนุษย์แทบทุกรายถูกบังคับให้เลือกไปข้างหน้าจนไม่มีเวลาเหลียวมองหลัง การหลงลืมหรือถูกลืมไม่ใช่เรื่องแปลก โดยเฉพาะกับบุคคลบางประเภทซึ่งไม่ค่อยใส่ใจเข้าสังคมเท่าไหร่นัก แต่ไม่ว่าจะอยู่บนโลกไหน กับบุคคลประเภทใด การเป็นฝ่ายถูกลืมนำมาซึ่งความเจ็บปวดอยู่เสมอ นอกจากกลุ่มเพื่อนที่ยังคงติดต่อไม่ขาดสาย ผมพบว่าตัวเองกลายเป็นคนแปลกหน้าสำหรับคนรอบข้าง ทั้งที่บางจังหวะรู้สึกเศร้าแต่บางคราวกลับโล่งใจเพราะไม่จำเป็นต้องตอบคำถามอาจารย์หรือคนอื่นๆ ว่า ตอนนี้กำลังทำอะไร

                หากไม่ใช่คนประเภทลอยไปลอยมาหาทางเดินของตัวเองยังไม่ได้ คำถามข้างบนคงไม่ใช่คำถามยากเย็นอะไรนัก แต่บังเอิญว่าขณะนี้ผมเป็นคนประเภทนั้น ไม่ได้เรียนต่อและยังไม่พบวิธีเลี้ยงตัวเองจนชีวิตจะหาไม่ คำถามดังกล่าวจึงสร้างความอึดอัดแทบทุกครั้งที่มีคนเอ่ยปากถาม และด้วยความที่มันเป็นหนึ่งในคำถามบังคับสำหรับคนไม่ค่อยเจอหน้าตามมารยาทของสังคมไทย ทำให้บางคราวผมแอบเผลอคิดเล่นๆ ว่าถ้าเราไม่เจอคนรู้จักเลยสักพักก็คงจะดี

ทุกคนย่อมเคยมีเวลาอ่อนแอและอยากจะหนี แต่การหนีโดยไร้จุดหมายไม่สามารถทำให้เราประสบความสำเร็จกับอะไร

เดือนหน้าผมจะเริ่มต้นทำธุรกิจเล็กๆ กับนายคนแรกผู้มักผิดหวังตอนหน้าหนาวและเพื่อนสมัยเรียนมหาวิทยาลัยอีกจำนวนหนึ่ง เป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูงแถมค่อนข้างใกล้เคียงฝัน เมื่อพิจารณาจากสภาพเศรษฐกิจปัจจุบันที่การล่มสลายของระบบทุนนิยมกำลังแพร่กระจายไปทั่วโลก ทว่าบางโอกาสเมื่อผ่านไปแล้วไม่สามารถหวนคว้ากลับมาได้ ผมเคยปล่อยโอกาสหลายครั้งในชีวิตด้วยคาดหวังว่าจะมีโอกาสใหม่ที่ดีกว่า แต่ชีวิตไม่เคยง่ายและหลายครั้งไม่เป็นดังใจคิด ที่สำคัญ ไม่มีใครรู้ว่าตัวเองสามารถทำสิ่งใดได้ดี ถ้าไม่เคยทดลองทำอะไรเลย

ขณะเดินออกจากวัด อากาศไม่ค่อยเย็นเท่าไหร่ เพื่อนซึ่งมาด้วยกันเริ่มปรึกษาว่าคืนนี้จะไปสังสรรค์ต่อแถวไหน ก่อนที่ผลสุดท้ายจะสรุปเป็นร้านเดิมบนถนนข้าวสาร ผมเดินไปเปิดประตูรถของเพื่อนคันที่จะอาศัยเขาไปด้วย รู้สึกถึงสายลมหนาวและว่างเปล่าพัดผ่านมาชั่ววูบหนึ่ง

จนถึงตอนนั้น ผมเองก็ยังไม่รู้ว่าเพราะอะไรฤดูหนาวปีนี้ถึงมีบางอย่างทำให้ว่างเปล่าในจิตใจ-การจากไปของอาจารย์ ความทรงจำเก่าๆ ในฤดูหนาว เพื่อนและคนแปลกหน้า

หรือว่าอนาคตที่ไม่แน่นอนของตัวเอง