นกที่ริมหน้าต่าง

posted on 30 Oct 2006 23:09 by kimja in shortstory

นกที่ริมหน้าต่าง

ฉันลืมตาตื่นตอนเช้าบนเตียงสีขาวด้วยความว่างเปล่าในหัวสมองเหมือนเช่นทุกวันที่ผ่านมา ความทรงจำเมื่อ 24 ชั่วโมงก่อนหน้าขาดหายไปเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น ฉันพยายามนึกถึงเรื่องราวของวันวานแต่ไร้ประโยชน์ ไม่มีภาพใดปรากฏในหัวสมองของฉันเลย

ข้างนอกหน้าต่าง ก้อนเมฆสีขาวขนาดยักษ์กำลังล่องลอยไปตามสายลมอย่างไร้จุดหมาย ชีวิตของฉันก็คงเป็นเช่นนี้ ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต มีเพียงปัจจุบัน ฉันเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างอยู่ชั่วครู่ ประตูห้องทางฝั่งซ้ายมือก็เปิดออก ผู้หญิงหน้าตาดีสวมชุดสีขาวเดินเข้ามาในห้องพร้อมกับเม็ดยาสีชมพูและแก้วน้ำ 1 ใบ เธอสบตากับฉันคล้ายจะบอกให้ฉันกินยาเม็ดสีชมพูนั้น ฉันพยักหน้าช้าๆ ริมฝีปากสีแดงสดเคลือบด้วยลิปสติกมันวาวมีรอยยิ้ม ก่อนออกจากห้องเธอขยับปากคล้ายจะพูดอะไรสักอย่างแต่ไม่มีเสียงออกมา หลังจากนั้นฉันก็ไม่ได้ยินอะไรอีก

ฉันอยู่คนเดียวลำพังภายในห้อง เบื้องหน้ามีทีวีสีดำอยู่เครื่องหนึ่ง บนทีวีมีแจกันว่างเปล่าปราศจากดอกไม้ประดับ บางครั้งฉันรู้สึกว่าในแจกันนั้นเคยมีดอกไม้อยู่เมื่อนานมาแล้ว แต่จำไม่ได้แน่นอนว่าเมื่อใด อย่างที่บอกไว้ตั้งแต่ตอนแรก ความทรงจำของฉันขาดหายไปเหมือนภาพต่อที่ชิ้นส่วนไม่ครบถ้วนสมบูรณ์

ฉันมีกิจวัตรประจำวันเพียง 3 อย่าง ตื่น กินยา และนอน วนเวียนกันไปเป็นรูปวงกลมซึ่งไม่มีทางออก ผู้หญิงชุดขาวที่เพิ่งเข้ามาในห้องของฉันเป็นคนนำยามาให้ ถ้าความทรงจำของฉันไม่เล่นตลก ฉันคิดว่าพวกเธอน่าจะมีหลายคน ผลัดเวรกันนำยาเข้ามาวางทิ้งไว้และเดินจากไป แต่ฉันอาจเข้าใจผิดก็ได้บางทีอาจไม่เคยมีใครเข้าห้องของฉันมานานมากแล้ว

ฉันเอียงคอมองที่แขนข้างขวาซึ่งบัดนี้มีเฝือกปูนห่อหุ้มอยู่ บนเฝือกสีขาวมีรอยปากกาเคมีสีดำเขียนไว้ด้วยลายมือซึ่งน่าจะเป็นของฉัน

พรุ่งนี้ฉันจะตาย

ฉันอ่านและตั้งใจจะทำตามสิ่งที่เขียนไว้มานานแค่ไหน บางทีอาจจะหนึ่งวัน หนึ่งสัปดาห์ หนึ่งเดือน หนึ่งปี หรือหลายสิบปี ไม่อาจทราบได้ ฉันมั่นใจได้เพียงว่าฉันทำสิ่งนั้นไม่สำเร็จ เพราะฉันยังคงมีชีวิตนอนผลาญลมหายใจอยู่ได้จนถึงวินาทีนี้

ถึงจะเป็นเช่นนั้น ประโยคดังกล่าวก็ทำให้ฉันตระหนักถึงความจริงข้อหนึ่ง ฉันกำลังจะตาย นั่นคือความทรงจำสุดท้ายที่ยังคงเหลืออยู่ พ่อ แม่และน้องชายของฉันล้วนตายหมดแล้วเนื่องจากอุบัติเหตุในคืนวันฝนตก มันพรากชีวิตทุกคนบนโลกของฉันไปแต่ไม่ยอมพรากชีวิตของฉันไปด้วยร่างกายของฉันยังคงมีชีวิตเป็นร่างกลวงเปล่าปราศจากความทรงจำ

หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น ฉันรู้เพียงว่าฉันต้องอยู่และตายอย่างเดียวดายบนโลกใบนี้

ข้างนอกหน้าต่าง ก้อนเมฆสีขาวยังคงอยู่ ณ ตำแหน่งเดิมทั้งที่มันกำลังเคลื่อนไหวไม่ได้หยุดนิ่ง อาจเป็นเพราะมันมีขนาดใหญ่และอยู่ไกลมากจนไม่รู้สึกถึงความแตกต่าง ก้อนเมฆยังคงเคลื่อนไปเรื่อยๆ ถ้าฉันเผลอ มันก็คงลอยหายไปจากสายตาของฉัน

นกตัวหนึ่งบินมาเกาะที่ริมหน้าต่าง ฉันอยากจะเปิดหน้าต่างเพื่อรับมันเข้ามาในห้องแต่ไม่สามารถทำได้ ร่างกายของฉันไม่มีแรงแม้แต่จะลุกขึ้นนั่ง ฉันทำได้เพียงจ้องมองนกตัวนั้นอย่างเงียบๆ มันขยับปีกคล้ายจะบินหนีแต่กลับหยุดยืนเกาะที่ขอบหน้าต่าง ขยับปีกและหยุดนิ่ง เป็นเช่นนี้สลับกันอยู่ 3 ครั้ง หลังจากนั้นมันก็สงบลง

ฉันจ้องมองนกตัวนั้นอยู่เนิ่นนาน ไม่รู้แน่นอนว่านานแค่ไหน แต่สำหรับฉัน มันเป็นเวลาที่เนิ่นนานพอสมควร เวลาของคนใกล้ตายมักเชื่องช้ากว่าความจริงเสมอ ฉันมองนกด้วยความสงสัยคำถามมากมายผุดขึ้นในหัวสมองของฉัน

มันคือนกอะไร อาศัยอยู่ที่ไหน กินอะไรเป็นอาหาร อายุเท่าไหร่ ยังมีชีวิตอีกนานไหม พ่อและแม่ของมันสั่งสอนมันยังไง ใครเป็นคนบอกให้มันบิน มันเคยบินได้ไกลที่สุดแค่ไหน แล้วใกล้ที่สุดแค่ไหน มันมีชื่อไหม ถ้ามีชื่ออะไร ฯลฯ

นั่นเป็นคำถามคร่าวๆ ที่บุกรุกเข้ามาในหัวสมองของฉันทั้งที่ฉันไม่เต็มใจจะอนุญาตให้เข้ามาแม้แต่น้อย ฉันต้องการความสงบ เมื่อใกล้ตายฉันถึงได้รู้ คนไม่สามารถตายอย่างสงบ ไม่ว่าอายุแค่ไหน รู้มากเพียงใด เมื่อใกล้ตายจะพบคำถามมากมายไม่รู้จักจบสิ้น ที่สำคัญมันเป็นคำถามที่ไม่มีทางรู้คำตอบ เราได้แต่สงสัย ใคร่ครวญอย่างรอบคอบและพบกับทางตัน

มันเป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบ

นกยังคงเกาะขอบหน้าต่างขณะที่สมองของฉันกำลังว้าวุ่นกับการตั้งคำถาม

นกจะสามารถตอบคำถามของฉันได้ไหม - สมองของฉันเดินทางมาหยุดที่คำถามนี้ ตัวฉันเองก็ไม่ได้หวังว่าจะมีคำตอบ แต่นกกลับหันมามองฉันคล้ายจะเข้าใจในสิ่งที่ฉันคิด

คำถามของเธอคืออะไร เสียงหนึ่งดังขึ้นในสมอง

ฉันตกใจ หันมองไปรอบห้องแต่ไม่พบต้นกำเนิดของเสียง ทีวีนิ่งเงียบ ประตูปิดสนิท ไม่มีสิ่งทีชีวิตเข้ามาในห้องของฉัน

สายตากลับมาอยู่ที่นกริมหน้าต่างอีกครั้ง

นกไม่ได้ขยับปาก

คำถามของเธอคืออะไร เสียงเดิมดังขึ้นอีกครั้งด้วยจังหวะที่ช้าลงคล้ายจะปล่อยให้ฉันซึมซับคำถามนั้นเข้าสมองมากยิ่งขึ้น

ฉันหยุดคิด เข็มนาฬิกาเดินทางมาถึงเวลาเที่ยง แสงแดดสว่างจ้าแต่ส่องลงมาไม่ถึงพื้นโลก เมฆสีขาวก้อนเดิมยังคงอยู่ ถ้าฉันลอยอยู่เหนือเมฆตอนนี้ ฉันคงรู้สึกร้อน

ใช่ ร้อนมาก เธอคงไม่เคยพบเจอความร้อนระดับนั้น เสียงเดิมตอบคำถามของฉันอีก

นั่นเสียงใคร-ฉันตั้งคำถามในความคิด

ฉันเอง นกที่ริมหน้าต่างขยับปีกฉันเห็นเธอมองฉันอยู่นานแล้ว

นกพูดได้-ฉันอยากตะโกนร้องแต่ไร้เสียง สิ่งที่ได้จึงเป็นเพียงความคิดอึกทึกในสมอง

ฉันไม่ได้ พูด ตามความหมายที่เธอเข้าใจ นั่นเป็นสัญญาณ จิต ที่ใช้ในการสื่อสารเท่านั้น

เรื่องเช่นนี้ไม่มีทางเป็นไปได้ สิ่งที่เกิดขึ้นอยู่นอกเหนือจินตนาการของฉัน

จินตนาการของเธอมีขอบเขตแค่ไหน พระเจ้ารูปร่างเหมือนคน สิ่งมีชีวิตจากต่างดาวรูปร่างเหมือนคน วิญญาณก็หน้าตาเหมือนคน ความฝันของเธอล้วนมีพื้นฐานมาจากคน นกยังคงส่งจิตถึงสมองของฉันอย่างต่อเนื่อง

ไม่แปลกเลย ถ้าเธอจะคิดว่าฉันกำลังทำสิ่งที่นอกเหนือจินตนาการของเธอ

เมฆเคลื่อนตัวด้วยความเร็วสูงขึ้น สีขาวเมื่อแรกเริ่มกลับกลายเป็นสีเทาอ่อนอย่างช้าๆ ดวงอาทิตย์สาดแสงส่องผ่านลงมายังดวงตาของฉัน

ฉันรู้สึกแสบตาจึงต้องหรี่ตาลงเล็กน้อย

คำถามของเธอคืออะไร นกวนกลับมาที่คำถามเดิม ฉันมองนกซึ่งบัดนี้เห็นเป็นเพียงเงามืดรางๆ เนื่องจากมันอยู่ในตำแหน่งที่ย้อนแสงอาทิตย์

ฉันไม่รู้

เธอกำลังสับสน เสียงของนกฟังดูนิ่มนวลอ่อนโยน ฉันรู้สึกเหมือนเคยได้ยินมาเมื่อแสนนาน

บางทีฉันอาจไม่มีคำถามอะไรเลยก็ได้ ฉันกล่าวต่อไป

ไม่ต้องรีบร้อน เธอควรจะหาคำถามที่ถูกต้อง

ฉันกระพริบตาหนึ่งครั้งในความหมายว่าเห็นด้วย เรามักมุ่งแสวงหาคำตอบมากเกินไปจนลืมคำนึงถึงคำถาม

ถ้าคำถามไม่ถูกต้องจะพบคำตอบที่ถูกต้องได้อย่างไร

ร่างกายของฉันหยุดนิ่งในขณะที่สมองกำลังทำงานอย่างหนักเพื่อค้นหาคำถาม เวลาผ่านไประยะหนึ่ง สมองของฉันยังคงว่างเปล่าไม่มีคำถามใดปรากฏขึ้นมาให้เห็น

ไม่เป็นไร เธอคงยังไม่คุ้นกับการตั้งคำถาม เสียงนกดังขึ้นอีกครั้ง มันคงเห็นว่าฉันใช้เวลายาวนานเกินไป ลองหาคำตอบก่อนดีไหม

ฉันตกลง จากนั้นนกก็เริ่มตั้งคำถาม

เธอคือใคร คำถามแรกที่นกถามฉันเป็นคำถามเดียวกับที่ฉันคิดจะถามมัน

ฉันนิ่งไปอีกครั้ง เพราะฉันเองก็ตอบไม่ได้ว่าฉันคือใคร ฉันพยายามคิดและค้นหาคำจำกัดความที่จะอธิบายถึงตัวตนของฉัน ฉันจำชื่อตัวเองไม่ได้ ชอบหรือไม่ชอบอะไร นิสัยใจคอเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ ไม่มีคำใดที่จะอธิบายความเป็นตัวฉันได้ชัดเจนไปกว่า ฉันคือคน

และนั่นคือคำตอบของฉัน

นกผงกหัวหนึ่งครั้งบ่งบอกถึงความพึงพอใจในคำตอบ

เธอต้องการอะไร นกถามคำถามต่อไป

อิสรภาพ คำตอบนั้นถูกส่งกลับไปทันทีจนฉันเองก็ประหลาดใจ

ฉันไม่ใช่คนตอบ เป็นด้านมืดของฉันตอบ

ทุกคนบนโลกล้วนมีด้านมืด-นั่นคือความรู้ที่ฉันได้มาหลังจากสูญเสียความทรงจำ เหมือนภูเขาน้ำแข็งที่จมอยู่ใต้น้ำ เหมือนด้านมืดของดวงจันทร์ เหมือนจุดดับบนดวงอาทิตย์ ไม่มีใครเคยเห็นแต่มีอยู่จริง ด้านมืดแอบซ่อนอยู่ในส่วนลึกที่สุดของจิตใจ รอวันแผ่ขยายและครอบครองร่างกายโดยที่เจ้าของไม่รู้ตัว

ฉันค้นพบด้านมืดของฉันครั้งแรกในวันที่ประสบอุบัติเหตุ ทำให้ฉันรับรู้และตระหนักถึงพลังของมัน ด้านมืดพยายามเข้าครอบครองจิตใจของฉัน ทุกคืนฉันต้องตกอยู่ในเงามืดไร้ที่สุดราวถูกดูดกลืนเข้าไปในหลุมดำ ฉันดิ้นรนจนอ่อนแรงแต่ไม่ยอมแพ้ เมื่อถึงยามเช้า แสงอาทิตย์ส่อง ร่างของฉันหลุดออกมาแต่ความทรงจำยังคงติดค้างอยู่ที่นั่น อยู่ในด้านมืดของตัวฉัน

อิสรภาพ เธอมีสิ่งนั้นกับตัวอยู่แล้ว

ฉันอิจฉาเธอ เธอสามารถบินไปไหนก็ได้ตามที่เธอต้องการ

ฉันมีอิสระบนฟ้า แต่เธอมีอิสระที่พื้นดิน

ฉันไม่เข้าใจสิ่งที่เธอพูด

เธอสามารถเดินไปไหนก็ได้ตามที่ใจเธอต้องการ นั่นคือสิ่งที่ฉันทำไม่ได้อิสรภาพของทุกชีวิตล้วนมีขอบเขต ไม่เว้นแม้แต่นกอย่างฉัน

ฉันไม่เคยได้ยินมาก่อน อิสรภาพที่มีขอบเขตจะเรียกว่าอิสรภาพได้อย่างไร

นกไม่ได้ตอบคำถามนั้นของฉัน มันเพียงพยักหน้าเบาๆ และบินจากไป ฉันรู้ได้ในทันทีว่านั่นคือคำถามที่ถูกต้อง อิสรภาพไม่เคยมีอยู่จริง ทุกอย่างต้องมีขอบเขตเสมอ ฉับพลันที่ฉันเข้าใจถึงเหตุผลข้อนี้ มุมมองของฉันที่มีต่อด้านมืดก็เปลี่ยนไป ด้านมืดไม่ได้ถูกควบคุมโดยด้านสว่าง ทั้งด้านมืดและด้านสว่างต่างควบคุมซึ่งกันและกัน เมื่อใดที่ทั้งสองด้านเกิดสมดุล เมื่อนั้นฉันจะสมบูรณ์ ฉันไม่ควรหลีกหนีหรือปิดกั้นด้านมืด ตรงกันข้าม ฉันกลับต้องเรียนรู้และเข้าใจมันอย่างถ่องแท้

ฉันดำดิ่งสู่ด้านมืดของฉัน มันพยายามควบคุมฉันเหมือนเช่นที่เคยเป็นมา แต่ฉันไม่กลัว มันเป็นส่วนหนึ่งของฉัน การหวาดกลัวตัวเองเป็นเรื่องประหลาด ช่างน่าขันที่ฉันเพิ่งเข้าใจเหตุผลข้อนี้

ใบไม้สีเขียวซีดค่อยๆ หลุดจากต้นอย่างเชื่องช้าและร่วงสู่พื้นดินอย่างรวดเร็ว เข็มนาฬิกาหมุนไวจนฉันแทบตาลาย เมื่อฉันจมลึกลงไป ความทรงจำมากมายพลันทะลักเข้าสู่สมอง มันยังคงตกค้างอยู่ที่นั่น อยู่ในด้านมืดของฉันตลอดมา

ฉันไม่ได้สูญเสียความทรงจำ ฉันเพียงไม่ต้องการความทรงจำด้านที่เลวร้ายของฉัน

วินาทีที่ทุกคนในครอบครัวของฉันจากไป รถเก๋งสีแดงบรรทุกคน 4 ชีวิตแล่นท่ามกลางสายฝน ฉันเป็นคนขับ วันนั้นฉันทะเลาะกับพ่อ ความโกรธเข้าครอบงำฉันหักพวงมาลัยเข้าข้างทาง รถพุ่งชนต้นไม้ใหญ่เสียงดังสนั่น ฉันคลานออกมาเหมือนหมาข้างถนน สามชีวิตจากไป มีเพียงฉันที่ยังคงอยู่

คืนนั้นฉันร้องไห้ สายฝนปนคราบน้ำตาและคราบเลือดไหลทั่วไปหมด เหตุการณ์นั้นผลักฉันเข้าไปในความมืด เหมือนจมอยู่ใต้บ่อน้ำมีฝาปิด ลึกลงไปหลายร้อยเมตร ไม่มีใครรู้ว่าตัวตนที่แท้ของฉันอยู่ที่นั่น ความทรงจำงดงามเลือนหายกลายเป็นบันทึกหน้าเปล่า ฉันกลายเป็นหุ่นยนต์เด็กเล่นที่ไม่มีถ่าน มีสมองแต่ไร้ความทรงจำ

น่าแปลกที่วันนี้ฉันไม่ร้องไห้ เหตุการณ์ผ่านมาล้วนผ่านไป ฉันไม่รู้สึกถึงความโกรธ เศร้า และเสียใจในคืนนั้น ขณะเดียวกันฉันก็ไม่รู้สึกดีใจหรือโล่งอกที่ผ่านมาได้

ฉันเพียงรู้สึกถึงความสงบ สงบเงียบจนฉันอยากจะนอน

ฉันหวนคืนสู่ด้านสว่าง ก้อนเมฆเคลื่อนหาย แสงอาทิตย์ส่องจ้า ฉันเบือนหน้าหนี หัวใจเต้นช้า แต่ภาพรอบกายกลับเคลื่อนไหวเร็ววูบวาบ

ใบไม้หล่นถึงพื้น เข็มนาฬิกาหยุดเดิน ฉันหลับตา หันหน้าเข้าหาดวงอาทิตย์

ที่แห่งนั้น ฉันพบแสงสว่างกำลังพอดี

Comment

Comment:

Tweet

คิดถึงแมวดำที่โผล่มาทักทายยามเดินเล่นในอวกาศ คำถามมากมายพรั่งพรูแต่ผมยังไม่คิดอยากตอบ ผมแค่อยากเดินทางต่อไปเรื่อย จนกว่าจะพิสูจน์ข้อเท็จจริงของขอบเขตจักรวาล ว่าจริงเท็จลวงแท้กันแค่ไหน

#4 By s65 on 2006-11-08 14:08

ดีจังเลยครับ

มนุษย์แค่หลอกตัวเองว่ามีอิสรภาพ ทั้งๆ

ที่กำลังตกอยูในห้วงแห่งกองทุกข์ ^^

ค้นหาอิสรภาพที่แท้จริงของชีวิตได้ที่

www.dungtrin.com

#3 By Dayvil (58.9.43.90) on 2006-10-31 14:41

อิสรภาพที่มีขอบเขตอย่างนั้นเหรอ
ชอบคำนี้จริงๆ
ใช่ อิสรภาพไม่เคยมีอยู่จริง

#2 By nomorebrain on 2006-10-30 23:27

เข้าถึงจิงๆ
เห้อๆ เข้าใจยากส์เหะ
เม้นค่ะเม้นกรั๊กๆ

#1 By chad on 2006-10-30 23:25