ความตายของเด็กชายบู้ในบ้านสีเทา

ไอ้บู้ตายแล้ว

เด็กชายบี้-เพื่อนซี้เด็กชายบู้รีบวิ่งมาบอกเด็กชายบุบ-เพื่อนซี้เด็กชายบี้ด้วยสีหน้าซีดเผือด ทำให้เด็กชายบุบต้องรีบลุกจากเก้าอี้ในห้องนั่งเล่นตรงดิ่งตามเด็กชายบี้ขึ้นไปยังห้องนอนที่ชั้นสอง

บนชั้นสอง ประตูสู่ห้องนอนเปิดอ้าอนุญาตให้ทุกสายตามองผ่านได้สะดวก ภาพที่เด็กชายบุบเห็นเป็นภาพเด็กชายบู้ผู้เพิ่งเสียชีวิตทิ้งกายนอนหงายแผ่หราอยู่หน้าทีวี ขณะที่นายกรัฐมนตรีคนใหม่กำลังให้สัมภาษณ์สดทางโทรศัพท์กับผู้สื่อข่าวหลังจากเพิ่งได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้ง

ไม่มีใครในทีวีสนใจความเป็นความตายของเด็กชายตาดำๆ คนหนึ่งซึ่งรับชมข่าวนั้นอยู่แสนนาน

หลังจากยืนชมศพเด็กชายบู้อยู่ครู่ใหญ่ เด็กชายบุบร่างเล็กก็เงยหน้ามองเด็กชายบี้ร่างกลางพลางส่งสัญญาณให้อธิบายว่าเกิดอะไรขึ้นกับเด็กชายบู้ร่างใหญ่

กูก็ไม่รู้ ดูทีวีอยู่ด้วยกัน เห็นมันฟุบลงไป นึกว่าหลับ พอจะปลุกมันไปกินข้าวก็เห็นเป็นอย่างนี้แล้ว เด็กชายบี้ปฏิเสธเสียงสั่นพลางชำเลืองมองศพเด็กชายบู้อีกครั้ง ดวงตาของเด็กชายบู้เบิกกว้างยังเพดานคล้ายจ้องมองหลอดไฟด้วยความแค้น

เด็กชายบุบรับฟังด้วยอาการสงบ เหม่อมองนาฬิกาบนฝาผนัง เข็มยาวชี้เลขเจ็ด เข็มสั้นชี้ระหว่างเลขสิบเอ็ดและเลขสิบสอง บอกเวลาสิบเอ็ดโมงสามสิบห้านาที

จะทำยังไงต่อไปดีวะ เด็กชายบุบหันมาถามเด็กชายบี้

เด็กชายบี้ส่ายหน้า รู้สึกถึงความบางเบาบริเวณศีรษะ มองไปรอบข้าง พัดลม ทีวี ตู้เสื้อผ้า นาฬิกาและเตียงนอนยังคงอยู่ในตำแหน่งเก่าเหมือนวันที่มันเพิ่งมาถึงบ้านหลังนี้เป็นครั้งแรก วันนั้นมันเดินโซซัดโซเซตามประสาเด็กเร่ร่อนจนมาพบบ้านสีเทาหลังหนึ่ง สภาพบ้านไม่เก่า ไม่ใหม่ เป็นบ้านธรรมดาทั่วไปที่สามารถพบได้ทั้งในเมืองขนาดใหญ่ ขนาดกลางและขนาดย่อม

มีเพียงประตูบ้านซึ่งต่างออกไป เพราะประตูบ้านหลังนี้เปิดอยู่ตลอดเวลา ราวกับว่าจะเชื้อเชิญให้ผู้คนทุกเพศวัยเข้าไปเยี่ยมชม

เมื่อประตูบ้านเปิดอยู่ เด็กชายบี้จึงเดินเข้าไปหวังจะขอเศษอาหารประทังชีวิต

ทว่าก้าวแรกที่เด็กชายบี้เดินเข้าไปกลับพบเพียงบ้านว่างเปล่า ไม่มีข้าวสาร จานชาม น้ำปลา อาหาร หรือสิ่งใดแม้แต่น้อย

จากนั้น เด็กชายบี้จึงได้พบกับเด็กชายบู้ผู้เป็นเจ้าของบ้าน 

เฮ้ย มึงเข้ามาทำอะไรในบ้านกู เด็กชายบู้ตะคอกเสียงถามเด็กชายบี้

เด็กชายบี้สะดุ้งเฮือก หน้าเสีย ตัวแข็งเกร็ง ยืนตรงนิ่ง แม้จะไม่เคยมีใครว่ามันเป็นคนตัวเล็กแต่เมื่อเปรียบเทียบกับเด็กชายบู้ มันเหมือนเป็นเด็กก็ไม่ปาน

เดี๋ยวผมจะออกไปแล้วล่ะครับ เด็กชายบี้รีบตอบเสียงตะกุกตะกัก

เด็กชายบู้หัวเราะเสียงดังเผยให้เห็นฟันขาวเรียงเป็นระเบียบเรียบร้อย สะดือใหญ่ใจกลางพุงกระเพื่อมไหวพ้นขอบเสื้อ เด็กชายบี้รู้สึกว่านั่นเป็นเสียงหัวเราะที่มีความสุขที่สุดเท่าที่มันเคยได้ยิน

ชื่ออะไร เด็กชายบู้ถาม

บี้ครับ

อายุเท่าไหร่

12 ครับ

อืม อ่อนกว่ากูหนึ่งปี

เด็กชายบี้จ้องมองร่างใหญ่ยักษ์ของเด็กชายบู้ ไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองว่าเจ้าของร่างนั้นเป็นคนวัยใกล้เคียงกัน พาลนึกไปถึงว่าถ้าเด็กชายบู้โตเต็มวัยจะตัวใหญ่กว่านี้สักเท่าไร

มองหน้า มีปัญหาอะไรรึเปล่า เด็กชายบู้ถาม

เด็กชายบี้รีบส่ายหน้าปฏิเสธ

ชื่ออะไรนะ เด็กชายบู้ถามซ้ำ

บี้ครับ

กูชื่อบู้ ยินดีที่ได้รู้จัก มึงจะมาอยู่บ้านหลังนี้ก็ได้นะ ตามสบายอยากทำอะไรก็ทำ

เด็กชายบี้รู้สึกงงงัน จากเด็กเร่ร่อน จู่ๆ จะกลายเป็นเด็กมีบ้านคุ้มกะลาหัว

จะงงอะไรอีก กูชื่อบู้ มึงชื่อบี้ บู้-บี้ ฟังดูเข้ากันดีก็พอรู้แล้วว่าเราคือเพื่อนกัน

คำอธิบายของเด็กชายบู้ทำให้เด็กชายบี้ยิ่งงงหนักขึ้นไปอีกสามเท่า เพียงเหตุผลง่ายๆ แค่นี้ก็สามารถทำให้มันมีบ้านอาศัย เพียงเหตุผลง่ายๆ แค่นี้ก็สามารถทำให้มันมีเพื่อน

แต่เด็กชายบู้เคยบอกไว้ว่า

เหตุผลง่ายๆ ที่ทำให้เรารักกัน ย่อมดีกว่าเหตุผลง่ายๆ ที่ทำให้เราเกลียดกัน และยิ่งดีกว่าเหตุผลง่ายๆ ที่ทำให้เราฆ่ากัน

เด็กชายบี้ไม่มีเหตุผลจะปฏิเสธ เด็กชายบู้และเด็กชายบี้จึงได้กลายเป็นคู่หูบู้-บี้อาศัยอยู่บ้านสีเทาหลังเดียวกันตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

.........................................

เพียงไม่กี่วันนับจากที่เด็กชายบี้มาอยู่บ้านสีเทา บ้านหลังนี้ก็มีสมาชิกเพิ่มขึ้นอีกหนึ่ง ในวันแดดใส ขณะที่เด็กชายบู้กำลังนั่งกินลมชมวิวบีบสิวอยู่ที่ชั้นสอง เด็กชายบี้เหม่อมองไกลออกไปนอกหน้าต่าง เด็กชายบุบก็เดินทางมาถึง เช่นเคย เด็กชายบู้รับเด็กชายบุบเข้ามาอาศัยอยู่ในบ้านและเป็นเพื่อนกันด้วยเหตุผลแค่ว่าชื่อของเด็กชายบุบสามารถนำมาเติมข้างหน้า บู้-บี้ กลายเป็น บุบ-บู้-บี้ แล้วได้ใจความครบถ้วนสมบูรณ์

เด็กชายบี้เคยสงสัยว่าถ้าเด็กชายบุบเดินทางมาถึงบ้านนี้ก่อนมัน เด็กชายบู้จะยอมรับเด็กชายบุบเป็นเพื่อนหรือไม่ เพราะคำว่า บุบ-บู้ หรือ บู้-บุบ สลับกันอย่างไรก็ไม่ได้ความหมาย แต่เด็กชายบี้ก็ไม่ได้ถาม เหมือนอย่างที่มันไม่เคยถามว่าเด็กชายบู้เป็นใคร มาจากไหน เอาเงินจากที่ใดมาใช้ แม้เด็กชายบี้สุดแสนจะสงสัยอย่างไรก็ไม่เคยถาม เช่นเดียวกัน ทั้งเด็กชายบู้และเด็กชายบุบต่างก็ไม่เคยถามคำถามประเภทนั้นกับเด็กชายบี้ เพราะทั้งสามต่างรู้ดี ไม่มีประโยชน์ใดที่จะถาม ไม่ว่าใครย่อมต้องการบ้าน ไม่ว่าใครย่อมไม่ต้องการเป็นเด็กเร่ร่อน และไม่ว่าใครย่อมไม่ต้องการอยู่เพียงลำพัง

ดังนั้น เมื่อวันนี้เด็กชายบู้ตายจึงไม่มีใครรู้ว่าสมควรทำเช่นไรต่อไปดี เพราะทั้งเด็กชายบี้และเด็กชายบุบต่างไม่รู้จักชีวิตของเด็กชายบู้นอกเหนือไปจากชีวิตใต้หลังคาบ้านสีเทา

ตกลงจะเอาไงกันต่อไป เด็กชายบุบถามซ้ำเมื่อเห็นเด็กชายบี้ยืนเหม่ออยู่ครู่ใหญ่

เด็กชายบี้ตื่นจากความหลัง หันมองเด็กชายบุบ เด็กชายบุบยังคงร่างเล็กผอม ตาเหลืองซีด ผมสั้นเกรียนเหมือนเช่นวันแรกที่รู้จักกัน

กูก็ไม่รู้ เด็กชายบี้กล่าวเสียงเศร้า บางทีเราอาจจะต้องปล่อยมันทิ้งไว้อย่างนั้น

แต่มันเป็นเพื่อนเรานะ เด็กชายบุบรีบตอบทันควัน

หรือมึงจะอยู่กับมันที่นี่ เด็กชายบี้รีบย้อนทันใด

... เด็กชายบุบรีบเงียบไปทันที

แต่เด็กชายบุบก็เงียบอยู่ได้ไม่นาน อย่างน้อยเราก็ควรบอกให้ใครสักคนรับรู้ พ่อแม่มันก็ได้