เรื่องเศร้าในเดือนกันยายน  

ฉันหมกมุ่นอยู่กับความนิ่ง ส่วนความนิ่งหมกมุ่นอยู่กับเวลา

แต่เวลาไม่เคยหยุดนิ่ง ทุกสิ่งกลับแล่นไป

บางคราวอยากเดินเล่น หรือวิ่งไล่จับกับนาฬิกา

นอนหงายบนสนามหญ้า แล้วนับก้อนเมฆเหนือสายตา

เหม่อมองดูท้องฟ้า แล้วคิดถึงใครบางคน

บางคนซึ่งเดินจากไป เพื่อให้บางคนหวนกลับมา

บางคนซึ่งเดินกลับมา เพียงเพื่อจะจากไปแสนไกล

ฉันลุกขึ้นมองรอบข้าง ทว่าว่างเปล่าไม่เห็นใคร

ฉันมีแต่คำถาม ซึ่งไม่เคยสงสัยว่าทำไม

ฉันเองก็เคยมีหัวใจ แต่ไม่เคยรู้จักจะดูแล

และฉันก็เคยมีเธอ แต่เธอไม่รู้ว่าฉันคือใคร

เธอเพียงแต่สงสัย หรือบางคราวอาจประหลาดใจ

ว่าทำไมฉันจึงชอบมองเธอ

อยากให้เธอรีบเร่งมาถึง แล้วมองฉันด้วยดวงตาของตุ๊กตา

อยากให้เธอรีบเร่งมาถึง แล้วจากฉันไปเหมือนทุกวันธรรมดา

อยากให้เธอรีบเร่งมาถึง แล้วเดินจากไปอย่างเชื่องช้า

อยากให้เธอรีบเร่งมาถึง เพียงเพื่อจะเอ่ยแค่คำลา

คำลา น้ำตา เวลา ทุกอย่างเป็นแค่เรื่องธรรมดา

หรือว่าเป็นเรื่องของบางคน

บางคนซึ่งเดินจากไปพร้อมสายฝน

ซึ่งตกครั้งสุดท้ายเมื่อปลายเดือนกันยายน

Comment

Comment:

Tweet

คืนวันนั้น...

ผมกับยายนั่งคุยกันริมระเบียงถึงเรื่องในอดีต วัยเพียง 15 ปี

ทำให้ผมนั่งฟังยายเล่าได้ไม่นาน

สักพักผมก็ยุกยิกอยากจะไปเล่นกับเพื่อน

ยายคว้ามือผมไว้

มือเ!่ยวย่นน่ากลัวเหมือนหนังตายซาก

สายตายายดุดัน แต่เหม่อลอย

มองหน้าผม เหมือนไม่ได้มอง

ผมนั่งข้างยายอย่างหวาดกลัวในกิริยา

แล้วฟังเรื่องเล่าจากปากยาย

ยายเล่าว่า...

สมัยก่อนเมื่อผู้ใหญ่ในบ้านตาย

ผู้ใหญ่จะนำมะพร้าว ฝรั่ง มะม่วงในสวน มาบนเจ้าที่

ไม่ให้ผู้ตายมารับตัวเด็กๆในบ้านไปอยู่ด้วย

ยายถามผมว่า...

ถ้ายายตายไปแล้วกลับมารับผม

ให้ไปอยู่ในโลกอีกโลกด้วย

ผมจะไปกับแกไหม?

ผมหัวเราะในความงมงาย

คนแก่ก็อย่างนี้

พยักหน้าเสียหน่อยไม่ให้แกน้อยใจ

แล้วผมก็รีบเดินไปเล่นกับเพื่อน

ยายหัวเราะอยู่คนเดียวเกือบครึ่งชั่วโมง...

อีก 7 วันต่อ มาแกก็เสียชีวิตแบบประหลาด

กลางดึกคืนสุดท้าย

ยายลุกพรวดพราดขึ้นมาจากเสื่อที่ปูนอน

ปากตะโกนเสียงแหบว่า...

ไม่เอา ฉันไม่ไป ไม่เอา ฉันไม่ไป ไม่เอา ฉันไม่ ไป

แล้วก็หวีดร้องเหมือนปีศาจ

ทำให้พ่อกับแม่ของผมตกใจ

ต้องรีบจุดตะเกียงเป็นการใหญ่

บ้านริมน้ำของเราใช้ตะเกียงเป็นดวงไฟ

และใช้ยากันยุงแบบจุดม้วนเพื่อไล่ยุง

หลังจากห่มผ้าให้ยายแล้ว

ผมก็นอนอยู่ข้าง ๆ

ตัวแกสั่นกุกกัก

ลองหันไปดู

ตาแกลืมโพลง

น้ำหมากไหลย้อยออกมาจากปากตอนนอน

ตัวเย็นชืด

ทดสอบหยิกไปที่หลังมือ

ยายก็ไม่ตอบสนอง

ทุกคนรีบมาดูอาการ

แล้วลงความเห็นว่ายายจากพวกเราไปแล้ว

หลังคืนสวดศพ 3 วัน

ผมนอนบนเสื่อกับพื้นกระดาน

ลมแม่น้ำพัดตีเข้าบ้าน เย็นสบาย

กลุ่มดาวส่องประกายระยิบระยับ

แว่วเสียงไม้กระดานลั่นเหมือนมีคนเดิน

น้ำหนักมือกดลงบนหน้าอกผมขณะนอนหงาย

เสียงแหบแห้ง

ของยายถามผมช้าๆ

ไปอยู่กับยายนะลูกเอ๊ย..."

ร่างเกร็งแข็งพยายามยกมือมาพนมกลางอก

ไปอยู่กับยายนะลูกเอ๊ย..."

เสียงแหบโหยดังแผ่วซ้ำมาอีกครั้ง

ผมน้ำตาไหลอาบแก้ม

ริมฝีปากหมุบหมิบสวดคาถานะโมสามจบ

กระท่อนกระแท่นเต็มที

เพราะความหวาดกลัวแล่นขึ้นสมอง

น้ำหนักทับบนหน้าอกหนักขึ้นทุกทีที่สวดมนต์จบคาบ

น้ำหนักยายคงไม่เกิน

45 กิโล

แต่ที่ทาบทับบนหน้าอกตอนนี้

ก็น่าจะปาเข้าไป 60 กิโลแล้ว

กระดูกกับปอดตรงทรวงอกถูกบดทับจนรวดร้าว

ผมขอร้องยายว่า...

อย่าเอาผมไปเลย

ให้เวลาอีกนิด

รอให้ผมสนุกกับเพื่อนฝูงจนเต็มคราบก่อนค่อยกลับมารับ

เสียงยายหัวเราะข้างหู

ผมขนลุกซู่ทั่วตัว

กลิ่นน้ำหมากคละคลุ้งจนเสียวสันหลัง

แล้วน้ำหนักที่อัดแน่นลงบนทรวงอกก็ค่อยถ่ายออกทีละน้ อย

ยายหัวเราะ หมายถึงว่าตกลง...

เวลาผ่านไปสองปี

การเล่นกับเพื่อนคงลดน้อยลง

หันไปอ่านหนังสือมากขึ้นเพื่อพัฒนาผลการเรียน

ผมลืมเรื่องยายไปเสียสนิท

มาเมื่อคืนวาน ผมปิดไฟนอน

หลับตาสวดมนต์สามคาบ

แล้วแผ่ส่วนกุศลให้ผู้ล่วงลับ

พอลืมตามองเพดาน



ในห้องมืด...

หางตาผมก็มองเห็นยายนั่งอยู่ข้างๆ

ไปอยู่กับยายนะลูกเอ๊ย..."

เสียงแหบโหยดังแผ่วซ้ำกับเมื่อครั้งอดีต

ผมแทบเป็นบ้า

ร่างยายเต็มไปด้วยน้ำเลือดน้ำหนอง

ดวงตาหลุดหายไปหนึ่งข้าง

น้ำหมากกับเศษฟันหักร่วงหยดแหมะ ๆ

เปรอะที่นอนเต็มไปหมด

กลิ่นเหม็นของผีตายซากอบอวลเต็มห้อง

คราวนี้ยายเอาจริงแน่

ผมไม่ไปกับยายหรอก"

ผมส่ายหัว

มือประกบพนมไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์

ยายนั่งนิ่ง

ตาข้างที่ยังเหลืออยู่มองผมอย่างรวดร้าวเจ็บช้ำ

ไม่มีเสียงหัวเราะจากปากแก

เพียงเสี้ยววินาทีแกปราดขึ้นมานั่งทับอกผมบนเตียง

มือเ!่ยวงุ้มบีบคอ

และพยายามล้วงเข้าไปในปากผม

เรี่ยวแรงเหมือนผีสิง

ผมแทบสู้แกไม่ไหว

"ยายเอาคนอื่นไปแทนได้ไหม?

เอาเพื่อนผมไปแทนได้ไหม?"

ผมเอ่ยถามทางดวงจิต

"....................." แกนิ่งเงียบ

ยายเอาตัวเพื่อนผมที่เข้ามาอ่านกระทู้นี้ไปนะ

ถ้าอ่านแล้วไม่เม้นให้ผม

ตอนกลางคืนเค้านอนหลับ

ยายเข้าไปล้วงปากกินเครื่องใน

กินวิญญาณเค้าเลยนะ

ยาย."

เสียงยายก้มลงมาหัวเราะริมหูผม...

ยาวและนาน เหมือนกับว่าสะใจ

ในข้อเสนอ ก่อนจะหายตัวไป...

บรื๋ออออออออออ.....

ปล.ขุด ไป น่ะ เด๋ว จะ หา ว่า ไม่ เตือน ::

#7 By kamikaze (125.24.64.107) on 2010-03-18 22:43

คืนวันนั้น...

ผมกับยายนั่งคุยกันริมระเบียงถึงเรื่องในอดีต วัยเพียง 15 ปี

ทำให้ผมนั่งฟังยายเล่าได้ไม่นาน

สักพักผมก็ยุกยิกอยากจะไปเล่นกับเพื่อน

ยายคว้ามือผมไว้

มือเ!่ยวย่นน่ากลัวเหมือนหนังตายซาก

สายตายายดุดัน แต่เหม่อลอย

มองหน้าผม เหมือนไม่ได้มอง

ผมนั่งข้างยายอย่างหวาดกลัวในกิริยา

แล้วฟังเรื่องเล่าจากปากยาย

ยายเล่าว่า...

สมัยก่อนเมื่อผู้ใหญ่ในบ้านตาย

ผู้ใหญ่จะนำมะพร้าว ฝรั่ง มะม่วงในสวน มาบนเจ้าที่

ไม่ให้ผู้ตายมารับตัวเด็กๆในบ้านไปอยู่ด้วย

ยายถามผมว่า...

ถ้ายายตายไปแล้วกลับมารับผม

ให้ไปอยู่ในโลกอีกโลกด้วย

ผมจะไปกับแกไหม?

ผมหัวเราะในความงมงาย

คนแก่ก็อย่างนี้

พยักหน้าเสียหน่อยไม่ให้แกน้อยใจ

แล้วผมก็รีบเดินไปเล่นกับเพื่อน

ยายหัวเราะอยู่คนเดียวเกือบครึ่งชั่วโมง...

อีก 7 วันต่อ มาแกก็เสียชีวิตแบบประหลาด

กลางดึกคืนสุดท้าย

ยายลุกพรวดพราดขึ้นมาจากเสื่อที่ปูนอน

ปากตะโกนเสียงแหบว่า...

ไม่เอา ฉันไม่ไป ไม่เอา ฉันไม่ไป ไม่เอา ฉันไม่ ไป

แล้วก็หวีดร้องเหมือนปีศาจ

ทำให้พ่อกับแม่ของผมตกใจ

ต้องรีบจุดตะเกียงเป็นการใหญ่

บ้านริมน้ำของเราใช้ตะเกียงเป็นดวงไฟ

และใช้ยากันยุงแบบจุดม้วนเพื่อไล่ยุง

หลังจากห่มผ้าให้ยายแล้ว

ผมก็นอนอยู่ข้าง ๆ

ตัวแกสั่นกุกกัก

ลองหันไปดู

ตาแกลืมโพลง

น้ำหมากไหลย้อยออกมาจากปากตอนนอน

ตัวเย็นชืด

ทดสอบหยิกไปที่หลังมือ

ยายก็ไม่ตอบสนอง

ทุกคนรีบมาดูอาการ

แล้วลงความเห็นว่ายายจากพวกเราไปแล้ว

หลังคืนสวดศพ 3 วัน

ผมนอนบนเสื่อกับพื้นกระดาน

ลมแม่น้ำพัดตีเข้าบ้าน เย็นสบาย

กลุ่มดาวส่องประกายระยิบระยับ

แว่วเสียงไม้กระดานลั่นเหมือนมีคนเดิน

น้ำหนักมือกดลงบนหน้าอกผมขณะนอนหงาย

เสียงแหบแห้ง

ของยายถามผมช้าๆ

ไปอยู่กับยายนะลูกเอ๊ย..."

ร่างเกร็งแข็งพยายามยกมือมาพนมกลางอก

ไปอยู่กับยายนะลูกเอ๊ย..."

เสียงแหบโหยดังแผ่วซ้ำมาอีกครั้ง

ผมน้ำตาไหลอาบแก้ม

ริมฝีปากหมุบหมิบสวดคาถานะโมสามจบ

กระท่อนกระแท่นเต็มที

เพราะความหวาดกลัวแล่นขึ้นสมอง

น้ำหนักทับบนหน้าอกหนักขึ้นทุกทีที่สวดมนต์จบคาบ

น้ำหนักยายคงไม่เกิน

45 กิโล

แต่ที่ทาบทับบนหน้าอกตอนนี้

ก็น่าจะปาเข้าไป 60 กิโลแล้ว

กระดูกกับปอดตรงทรวงอกถูกบดทับจนรวดร้าว

ผมขอร้องยายว่า...

อย่าเอาผมไปเลย

ให้เวลาอีกนิด

รอให้ผมสนุกกับเพื่อนฝูงจนเต็มคราบก่อนค่อยกลับมารับ

เสียงยายหัวเราะข้างหู

ผมขนลุกซู่ทั่วตัว

กลิ่นน้ำหมากคละคลุ้งจนเสียวสันหลัง

แล้วน้ำหนักที่อัดแน่นลงบนทรวงอกก็ค่อยถ่ายออกทีละน้ อย

ยายหัวเราะ หมายถึงว่าตกลง...

เวลาผ่านไปสองปี

การเล่นกับเพื่อนคงลดน้อยลง

หันไปอ่านหนังสือมากขึ้นเพื่อพัฒนาผลการเรียน

ผมลืมเรื่องยายไปเสียสนิท

มาเมื่อคืนวาน ผมปิดไฟนอน

หลับตาสวดมนต์สามคาบ

แล้วแผ่ส่วนกุศลให้ผู้ล่วงลับ

พอลืมตามองเพดาน



ในห้องมืด...

หางตาผมก็มองเห็นยายนั่งอยู่ข้างๆ

ไปอยู่กับยายนะลูกเอ๊ย..."

เสียงแหบโหยดังแผ่วซ้ำกับเมื่อครั้งอดีต

ผมแทบเป็นบ้า

ร่างยายเต็มไปด้วยน้ำเลือดน้ำหนอง

ดวงตาหลุดหายไปหนึ่งข้าง

น้ำหมากกับเศษฟันหักร่วงหยดแหมะ ๆ

เปรอะที่นอนเต็มไปหมด

กลิ่นเหม็นของผีตายซากอบอวลเต็มห้อง

คราวนี้ยายเอาจริงแน่

ผมไม่ไปกับยายหรอก"

ผมส่ายหัว

มือประกบพนมไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์

ยายนั่งนิ่ง

ตาข้างที่ยังเหลืออยู่มองผมอย่างรวดร้าวเจ็บช้ำ

ไม่มีเสียงหัวเราะจากปากแก

เพียงเสี้ยววินาทีแกปราดขึ้นมานั่งทับอกผมบนเตียง

มือเ!่ยวงุ้มบีบคอ

และพยายามล้วงเข้าไปในปากผม

เรี่ยวแรงเหมือนผีสิง

ผมแทบสู้แกไม่ไหว

"ยายเอาคนอื่นไปแทนได้ไหม?

เอาเพื่อนผมไปแทนได้ไหม?"

ผมเอ่ยถามทางดวงจิต

"....................." แกนิ่งเงียบ

ยายเอาตัวเพื่อนผมที่เข้ามาอ่านกระทู้นี้ไปนะ

ถ้าอ่านแล้วไม่เม้นให้ผม

ตอนกลางคืนเค้านอนหลับ

ยายเข้าไปล้วงปากกินเครื่องใน

กินวิญญาณเค้าเลยนะ

ยาย."

เสียงยายก้มลงมาหัวเราะริมหูผม...

ยาวและนาน เหมือนกับว่าสะใจ

ในข้อเสนอ ก่อนจะหายตัวไป...

บรื๋ออออออออออ.....

ปล.ขุด ไป น่ะ เด๋ว จะ หา ว่า ไม่ เตือน ::

#6 By kamikaze (125.24.64.107) on 2010-03-18 22:43

เขียนเรื่องสั้นบ้างดิวะคิม ลองขยายงานเขียนดูบ้าง

#5 By คุณวิภพของมึง (58.8.224.6) on 2008-10-28 21:59


แต่ใครบางคนอาจกลับมาพร้อม ลมหุลานาวของเดือนตุลา

ก็ได้นะค่ะ big smile
อ่านเรื่องเศร้าในเดือนกันยายนเมื่อเดือนตุลาคม confused smile

#3 By helloyoyo on 2008-10-09 17:30

บางคนซึ่งเดินจากไป เพื่อให้บางคนหวนกลับมา


บางคนเดินจากไป เพื่อให้หลุดพ้นกับสิ่งที่เป็นสมมติbig smile
อ่า เส้าจัง
สู้ๆๆน่ะค่ะ

#1 By [[ autumn_blue ]] on 2008-10-09 11:41